ตำนานโมร็อกโก ชี้ถึงเวลาแอฟริกาจัดนัดชิง บอล โลก 2030

มุสตาฟา ฮัดจิ มองว่า ถึงเวลาที่ทีมจากทวีปแอฟริกาจะได้โชว์ตัวใน บอลโลก
มุสตาฟา ฮัดจิ อยากเห็นนัดชิง บอลโลก 2030 จัดที่ โมร็อกโก

มุสตาฟา ฮัดจิ อยากเห็นนัดชิง บอลโลก จัดขึ้นบนแผ่นดินโมร็อกโก

มุสตาฟา ฮัดจิ อดีตกองกลางระดับตำนานทีมชาติโมร็อกโก ยืนยันอย่างชัดเจนว่า สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) ควรพิจารณาเลือกรัฐโมร็อกโกให้เป็นสังเวียนจัดศึก บอล โลก 2030

การออกมาเคลื่อนไหวของ ฮัดจิ ในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการถกเถียงอย่างหนักระหว่างชาติเจ้าภาพร่วมว่า นัดนัดชิงชนะเลิศของ ฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ประวัติศาสตร์ปี 2030 ควรจะจัดขึ้นที่ใด ระหว่างสนามซานติอาโก เบร์นาเบว ในกรุงมาดริด ประเทศสเปนแชมป์ ฟุตบอลโลก 2026 หรือเมกะโปรเจกต์สนามแห่งใหม่ของโมร็อกโกอย่าง “กรองด์ สตาด เดอ คาซาบลังกา” ที่มีความจุสูงถึง 115,000 ที่นั่ง

ฮัดจิ ในวัย 53 ปี ซึ่งเคยสร้างชื่อเสียงกระหึ่มใน ถ้วยบอลโลก 1998 และเคยผ่านประสบการณ์ค้าแข้งในลีกชั้นนำของยุโรป ทั้งพรีเมียร์ลีก อังกฤษ และลาลิกา สเปน ได้แสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า ฟุตบอลแอฟริกาพิสูจน์ตัวเองให้โลกเห็นมานานแล้ว แต่กลับมักถูกมองข้ามหรือเสียเปรียบในเชิงโครงสร้างบริหารระดับโลกอยู่เสมอ

ฮัดจิ เชื่อถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องชูธงทวีปแอฟริกา

“แน่นอนว่าผมต้องการเห็นแมตช์ชิงชนะเลิศ ฟุตบอลโลก จัดขึ้นใน โมร็อกโก ไม่ว่าจะที่คาซาบลังกา หรือราบาต เพราะเรามีศักยภาพและความพร้อมทุกอย่างที่คู่ควรกับเกียรตินี้”

“ผมอยากเห็นรอบชิงชนะเลิศ บอลโลก จัดขึ้นบนแผ่นดินแอฟริกาเป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ ต่อจากแอฟริกาใต้เมื่อปี 2010 ผมเชื่อว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องชูธงแอฟริกาขึ้นมาให้ผงาด และยุติความคลาคลางแคลงใจหรือการอคติทางศักยภาพต่อทวีปของเราเสียที”

คำกล่าวของ ฮัดจิ ยังเป็นการตอบโต้ทัศนะของบุคคลในวงการฟุตบอลยุโรปอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชื่อดัง ที่เคยแสดงความเห็นสนับสนุนให้ศึกนัดชิงชนะเลิศ จัดขึ้นที่ประเทศสเปน โดย ฮัดจิ มองว่าแนวคิดดังกล่าวยังคงสะท้อนถึงการยึดศูนย์กลาง ฟุตบอลโลก ไว้ที่ฝั่งยุโรปเพียงฝ่ายเดียว ทั้งที่ โมร็อกโก ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วจากการวางรากฐานการพัฒนาฟุตบอลอย่างเป็นระบบมาตั้งแต่ปี 2012 จนก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในมหาอำนาจฟุตบอลระดับโลกในปัจจุบัน

โมร็อกโก แสดงความชัดเจนต้องการจัดนัดชิง บอลโลก 2030
โมร็อกโก แสดงความพร้อมมาตลอดในการเป็นเจ้าภาพนัดชิง บอลโลก

โมร็อกโก แสดงความพร้อมมาตลอดในการสร้างประวัติศาสตร์ 2030

การแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2030 ถูกบันทึกไว้ว่าเป็นหนึ่งในทัวร์นาเมนต์ที่มีโครงสร้างพิเศษและยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของฟุตบอล โดยจะเป็นครั้งแรกที่มีการกระจายจัดแข่งขันข้ามถึง 3 ทวีป และ 6 ประเทศ โดยเจ้าภาพหลัก 3 ประเทศ ประกอบด้วย โมร็อกโก (ทวีปแอฟริกา), สเปน และโปรตุเกส (ทวีปยุโรป)

สำหรับ อาร์เจนติน่า, อุรุกวัย และปารากวัย (ทวีปอเมริกาใต้) ซึ่งจะได้สิทธิ์เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันประเทศละ 1 นัด ในเกมนัดเปิดสนามกลุ่มของตนเอง เพื่อร่วมนับถอยหลังวาระครบรอบหนึ่งศตวรรษนับตั้งแต่ฟุตบอลโลกครั้งแรกถูกจัดขึ้นที่ประเทศอุรุกวัยเมื่อปี 1930

สำหรับ โมร็อกโก การได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าภาพร่วมครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จหลังจากพยายามเสนอตัวมานานหลายทศวรรษ โดยรัฐบาลโมร็อกโกและสหพันธ์ฟุตบอลราชอาณาจักรโมร็อกโก (FRMF) ได้ทุ่มงบประมาณมหาศาลในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบคมนาคม รถไฟความเร็วสูง สนามบิน ตลอดจนการสร้างและปรับปรุงสนามแข่งขันให้ได้มาตรฐานระดับโลก

ความมั่นใจของ มุสตาฟา ฮัดจิ และชาวโมร็อกโก ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไม่มีปี่มีโตรก แต่เป็นผลสืบเนื่องมาจากผลงานอันน่าทึ่งในศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ ซึ่งทีมชาติโมร็อกโก หรือ “สิงโตแห่งแอตลาส” สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการเป็นทีมแรกจากทวีปแอฟริกาและโลกอาหรับที่ก้าวไปถึงรอบรองชนะเลิศ (4 ทีมสุดท้าย

ฮัดจิ ระบุว่า ความสำเร็จดังกล่าวนอกจากจะเปลี่ยนมุมมองของคนทั้งโลกที่มีต่อฟุตบอลแอฟริกันแล้ว ยังเปลี่ยนตรรกะและทัศนคติของคนในชาติตัวเองด้วย จากเดิมที่เคยพอใจเพียงแค่การผ่านเข้ารอบแรก ปัจจุบันโมร็อกโกกลายเป็นทีมที่ลงเล่นเพื่อเป้าหมายในการคว้าแชมป์โลก นอกจากนี้ยังดึงดูดให้นักเตะลูกครึ่งดาวรุ่งฝีเท้าดีที่เติบโตในยุโรป ตัดสินใจเลือกเล่นให้ทีมชาติโมร็อกโกชุดใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การที่โมร็อกโกได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพร่วมฟุตบอลโลก 2030 จึงไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของฟุตบอลหรือธุรกิจกีฬา แต่เป็นสัญลักษณ์ของการยกระดับและสร้างความเท่าเทียมให้แก่ทวีปแอฟริกา ซึ่งฮัดจิมองว่าหาก FIFA ตัดสินใจมอบนัดชิงชนะเลิศให้จัดขึ้นที่โมร็อกโก จะเป็นการส่งสารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไปทั่วโลกว่า ฟุตบอลเป็นของทุกคนอย่างแท้จริง

และสำหรับแฟนๆที่สนใจ ทีเด็ด Worldmatch และ บอล โลก รวมไปถึง ถ้วยบอลโลก ผลการแข่งขัน สามารถติดตามข่าวได้ที่ เว็บบอลโลก แห่งนี้